เพจดังเปิดข้อมูลชัด เอกชนกำไรเป็นหมื่นล้าน แต่ไม่ยอมลดค่าไฟ


เพจดังเปิดข้อมูลชัด เอกชนกำไรเป็นหมื่นล้าน แต่ไม่ยอมลดค่าไฟ

 

 

  กลายเป็นประเด็นร้อนแรงยิ่งกว่าอุณหภูมิประเทศไทยตอนนี้เลยค่ะ! เมื่อเพจดังอย่าง "หมาเฝ้าบ้าน" ออกมาแฉตัวเลขกำไรสุดจึ้งของยริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ที่ฟาดกำไรไตรมาสแรกของปี 2569ไปแบบสับๆ เฉียด 2 หมื่นล้านบาท! งานนี้ไม่ใช่แค่รวยธรรมดา แต่เป็นความรวยระดับ "ส้มหล่น" จากวิกฤตโลกที่ทำเอาคนใช้ถนนถึงกับน้ำตาซึม

เพจดัง หมาเฝ้าบ้าน โพสต์ข้อความ ว่า

รวยไม่ไหวแล้ว! กำไรไทยออยล์ ตอกย้ำ "ลาภลอย" มีอยู่จริง

.
ตัวเลขไม่เคยโกหก ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่เพิ่งประกาศออกมาด้วยกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า "กำไรลาภลอย" (Windfall Profit) ในธุรกิจพลังงานระดับชาติ เป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่วาทกรรมลอยๆ
.
กำไรเกือบสองหมื่นล้านบาทในเวลาเพียง 3 เดือน (ซึ่งสูงกว่ากำไรทั้งปี 2567 เกือบสองเท่าตัว) เมื่อชำแหละไส้ในออกมา จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า กำไรจากการดำเนินงาน หรือ "ค่าการกลั่น" จริงๆ นั้นอยู่ที่ประมาณ 4,136 ล้านบาท (เฉลี่ยเพียง 0.9 บาทต่อลิตร)

.
คำถามคือ... แล้วกำไรก้อนมหึมามาจากไหน?
คำตอบอยู่ในบรรทัดที่ระบุว่า "กำไรจากสต๊อกน้ำมัน" (Stock Gain) ซึ่งสูงถึง 16,746 ล้านบาท นี่คือ "ส้มหล่น" ใบใหญ่ที่เกิดจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาตลาดโลกให้พุ่งกระฉูด ในขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบในมือของโรงกลั่นยังเป็นราคาเก่าที่จองซื้อไว้ล่วงหน้า วิกฤตของโลกจึงกลายเป็นโอกาสทำกำไรมหาศาลของกลุ่มทุนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.
แม้ไทยออยล์จะออกมาชี้แจงว่า กำไรดังกล่าวไม่ยั่งยืน ครึ่งปีหลังบริษัทมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเพราะซื้อแพงแต่อาจต้องขายราคาถูก ก็มิอาจทำให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างเต็มที่
.
เพราะในความเป็นจริงทีผู้ใช้น้ำมันเผชิญคือ เมื่อราคาน้ำมันลง ราคาหน้าปั๊มจะถูกหน่วงไปหลายวันกว่าจะลงตาม แต่เมื่อราคาน้ำมันขึ้นกลับปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
.
ข้ออ้างเรื่อง "ขาดทุน" ของไทยออยล์ จึงยังเป็นเรื่องที่ประชาชนได้แต่ "มองบน" และตั้งคำถามกับรัฐว่า จะทำอย่างไรให้ "กำไรส่วนเกิน" ของโรงกลั่น ไม่กลายเป็นภาระฝ่ายเดียวของประชาชน
.
การแก้ปัญหาแบบ "ขอไปที" ของภาครัฐ
.
ที่ผ่านมา รัฐบาลเลือกใช้วิธี "บีบ" เอาจากค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นแบบเฉพาะกิจ ดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้ง
.
• ครั้งแรก: สั่งลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร
• ครั้งที่ 2: ขยับมาตรการให้แรงขึ้น ด้วยการสั่งลดถึง 5 บาทต่อลิตร มีผลถึงวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าอาจมีมติลดค่าการกลั่นครั้งที่สาม 3 บาทต่อลิตร
.
แต่การใช้อำนาจรัฐแทรกแซงด้วยการกดค่าการกลั่นเช่นนี้ เป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเพียงการซื้อเวลาที่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
.
 ถึงเวลา "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax)
.
การหั่นค่าการกลั่นรายครั้ง ไม่สามารถจัดการกับ "กำไรสต๊อก" ที่เกิดจากความผันผวนระดับโลกได้อย่างเป็นระบบ หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องพิจารณาการนำ "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax) มาใช้บังคับอย่างจริงจัง
.
ภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องใหม่ ในหลายประเทศแถบยุโรปก็นำกลไกนี้มาใช้เพื่อดึงผลกำไรส่วนเกินที่บริษัทพลังงานได้มาจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ (เช่น สงคราม หรือวิกฤตพลังงาน) กลับคืนสู่รัฐ
.
การจัดเก็บภาษีในส่วนนี้อย่างเป็นระบบและมีกฎหมายรองรับชัดเจน จะช่วยให้รัฐมีเม็ดเงินนำไปอุดหนุน "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ที่กำลังบอบช้ำได้อย่างตรงจุด นำไปบรรเทาภาระค่าไฟ หรือใช้เป็นสวัสดิการดูแลประชาชนในช่วงข้าวยากหมากแพงได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีพึ่งพาการแก้ปัญหาแบบรายวัน แต่ปล่อยให้เกิดโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว โดยภาระสุดท้ายยังคงถูกผลักมาอยู่บนบ่าประชาชน
.
ผลประกอบการของไทยออยล์ในไตรมาสนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มตอบคำถามเรื่อง "กำไรลาภลอย" อย่างจริงจังเสียที และคณะกรรมการที่ "เอกนิติ" เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่ทำงานมาเดือนเศษแล้ว ควรมีคำตอบเสียทีว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรมทั้งระบบจะวางแนวทางอย่างไร
.
ตราบใดที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาแบบ "ขายผ้าเอาหน้ารอด" ประชาชนก็จะต้องเป็นผู้รับเคราะห์แบกรับทุกอย่าง ส่วนกำไรพิเศษไหลสู่กลุ่มทุนโดยมีรัฐทำได้แค่ "มอง"


เครดิต :
เครดิต : ที่นี่ดอทคอม ทันทุกเรื่องฮิต


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์