อ่านจบหายตื่นตระหนก! เจาะลึกต้นตอข่าวเตือนตุนเสบียง


อ่านจบหายตื่นตระหนก! เจาะลึกต้นตอข่าวเตือนตุนเสบียง


จากกรณีโซเชียลมีเดียไทยเกิดกระแสข่าวลือแพร่สะพัดว่า หลายประเทศในทวีปยุโรปสั่งให้ประชาชนเร่งตุนเสบียงเพื่อเตรียมรับมือสงคราม จนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก "วนเวียนนา - Von Wien" ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงไขข้อเท็จจริงแบบละเอียดยิบ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอคลาดเคลื่อนจากความจริงอย่างสิ้นเชิง ชีวิตผู้คนในยุโรปยังคงเป็นปกติ และไม่ได้มีการสั่งตุนเสบียงเพื่อเตรียมรับสงครามอย่างที่เข้าใจกัน

โดยข้อความระบุว่า

"ยุโรปไม่ได้ "สั่งให้ประชาชนตุนเสบียงเตรียมรับสงคราม" กันนะคะ
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่แชร์กันอยู่ในโซเชียลไทยในสัปดาห์นี้
หลายวันมานี้เจอคำถามในฟีดไม่หยุด ว่าอยู่ยุโรปปลอดภัยไหม ต้องรีบซื้อของตุนหรือยัง บางคนส่งคลิปพาดหัวว่า "ยุโรปเตรียมรับสงคราม" มาพร้อมภาพชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า
ตอบสั้นๆ นะคะ ชีวิตที่นี่ยังปกติ
ตอบยาวๆ คือ เรื่องนี้มีที่มา และที่มาจริงๆ น่าเบื่อกว่าพาดหัวแบบนี้มากค่ะ
บอกก่อนว่า จากบรรทัดนี้ไปจะยาวหน่อย แต่จะไล่ให้เห็นว่าเรื่องนี้เดินทางมาถึงไทยได้ยังไง เรื่องมันวุ่นวายมากค่ะ
---
เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสัปดาห์นี้กันก่อนค่ะ
วันที่ 22 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษเปิดแคมเปญชื่อ Be Ready ซึ่งเป็นแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ที่จะทำต่อเนื่องไปอีก 3 ปี
แคมเปญนี้คือ ขอให้ทุกครัวเรือนเตรียมตัวให้อยู่ได้เองอย่างน้อยสามวัน หากไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ตใช้การไม่ได้ชั่วคราว
ของที่แนะนำให้มีคือ น้ำดื่มคนละ 3 ลิตรต่อวัน อาหารที่ไม่ต้องปรุงและไม่ต้องแช่เย็น ไฟฉาย วิทยุแบบใช้ถ่านหรือแบบมือหมุน พาวเวอร์แบงก์ ยาประจำตัว และเงินสด
เหตุผลที่รัฐบาลอังกฤษให้ไว้ มีสามชั้นค่ะ

ชั้นแรกคือดินฟ้าอากาศ
เพราะฤดูร้อนปี 2026 นี้ เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของสหราชอาณาจักรตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึกสภาพอากาศในปี 1884 มาเลยทีเดียวค่ะ ทั้งหมดมีคลื่นความร้อนถึงห้าระลอก เดือนมิถุนายนอุณหภูมิขึ้นไปสูงถึง 38 องศา ประชาชนราว 27 ล้านคนถูกจำกัดการใช้น้ำ เดือนกรกฎาคมมีไฟป่ามากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา กลางเดือนสิงหาคมไฟป่าเผาบ้านใน Stourbridge ไป 19 หลัง และนี่ยังไม่นับพายุฤดูหนาวที่ทำให้ไฟดับเป็นประจำ

ชั้นที่สองคือเรื่องไอที
วันที่ 21 ตุลาคม มีการเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงสองจุดในภาษา PHP ซึ่งอยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ราว 70% ของโลก ช่องโหว่นี้เปิดให้แฮกเกอร์สั่งการเซิร์ฟเวอร์ได้โดยไม่ต้องล็อกอิน ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐของหลายประเทศ ไปจนถึงวิกิพีเดีย ต้องปิดเว็บตัวเองไปหลายชั่วโมง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกแฮก แต่เค้าปิดเพื่อกันไว้ก่อนระหว่างรออุดช่องโหว่ อังกฤษใช้เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างว่า ระบบที่เราใช้ทุกวันนี้สามารถหยุดชะงักได้ในข้ามคืน

ชั้นที่สามคือส่วนที่ถูกแชร์มากที่สุดค่ะ
รัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักร Wes Streeting เตือนเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากรัฐที่เป็นปรปักษ์และกลุ่มอาชญากร ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าจำเป็นสะดุด และ AI ก็ทำให้การเจาะระบบง่ายขึ้นกว่าเดิม
แต่เขาก็ย้ำว่าต้องการให้ประชาชน "ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก"
ดังนั้น ภัยที่อังกฤษพูดถึงจึงเป็นเรื่องไฟดับ น้ำไม่ไหล ระบบล่ม
ไม่ใช่เรื่องรถถังบุกเข้าเมืองหรือยิงระเบิดนิวเคลียร์อะไรทั้งนั้น
ตัวเลขสามวันก็ไม่ใช่ของใหม่เลย
ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ใช้ตัวเลขนี้มาก่อนแล้ว อังกฤษเพิ่งตามมาทีหลังด้วยซ้ำค่ะ
แต่ผลที่ตามมาก็คือ คนอังกฤษส่วนหนึ่งแห่กันไปซื้อของ ร้านค้าปลีกรายหนึ่งรายงานว่าในสามวันหลังรัฐประกาศ ยอดขายไฟฉายพุ่งเกือบ 4 เท่า ยอดขายวิทยุเพิ่มเกือบเท่าตัว บางร้านของขาด จนรัฐบาลต้องออกมาบอกให้ค่อยๆ ซื้อสะสมไปพร้อมกับการจ่ายตลาดตามปกติ
---
แล้วคำว่า "สงคราม" มาจากไหน
มันมาจากหลายเหตุการณ์ในยุโรปตลอดสองปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกหยิบมาเล่าปนกันมั่วไปหมดค่ะ
เดือนพฤศจิกายน 2024 สวีเดนส่งคู่มือ Om krisen eller kriget kommer (หากวิกฤตหรือสงครามมาถึง) ไปให้ครัวเรือนทั่วประเทศ 5.2 ล้านหลัง คู่มือฉบับนี้เน้นเรื่องสงครามมากขึ้นกว่าฉบับก่อนๆ เพราะสวีเดนเพิ่งเข้าเป็นสมาชิก NATO ไปหมาดๆ

แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ สวีเดนแจกคู่มือแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1943, 1952 และ 1961 ฉบับก่อนหน้าปี 2024 ก็เพิ่งแจกไปเมื่อปี 2018 และในเล่มยังพูดถึงภัยอื่นๆ ด้วย ทั้งสภาพอากาศสุดขั้ว เชื้อโรคอันตราย และระบบไอทีล่ม

นอกจากนั้น วันที่ 30 ตุลาคม 2024 อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ Sauli Niinistö ส่งรายงานยาวกว่าร้อยหน้าเรื่องการเตรียมพร้อมของยุโรป ทั้งด้านพลเรือนและการทหาร โดยใช้โมเดลของฟินแลนด์เป็นต้นแบบ ข้อเสนอหนึ่งในนั้นคือให้ทุกครัวเรือนพึ่งตัวเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปนำข้อเสนอนั้นมาทำเป็นยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ซึ่งภัยที่ครอบคลุมไม่ได้มีแค่สงคราม แต่รวมถึงอุบัติเหตุนิวเคลียร์ วิกฤตสาธารณสุข และภัยธรรมชาติด้วย

จากนั้น กรรมาธิการด้านการจัดการวิกฤต Hadja Lahbib ได้ทำคลิปล้อแนว "What's in my bag" ของอินฟลูเอนเซอร์ โชว์ของในกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง ซึ่งมีคนดูราว 4 ล้านครั้ง และยังถูกถกเถียงกันว่าเป็นการเตรียมพร้อมหรือเป็นการขายความกลัวกันแน่

แต่ Lahbib อธิบายเหตุผลไว้ตั้งแต่วันแถลงแล้ว ว่าการรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อเกิดอันตราย คือวิธีป้องกันไม่ให้คนแตกตื่น และเธอยกตัวอย่างตอนต้นโควิดที่กระดาษชำระถูกกวาดเกลี้ยงชั้น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องเก่าที่ถูกเอามาเล่าใหม่

พอข่าวอังกฤษสัปดาห์นี้เดินทางมาถึงไทย ก็เลยถูกเย็บติดกับคำว่าสงครามไปโดยอัตโนมัติ
---
นุกคิดว่าการแตกตื่นรอบนี้ไม่มีเหตุผลเลยค่ะ
ข้อแรก สามวันคือขั้นต่ำสุด ไม่ใช่สัญญาณอันตราย เยอรมนีแนะนำให้มีของสำรอง 10 วัน และบอกว่าสามวันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ออสเตรียแนะนำ 10 ถึง 14 วันด้วยซ้ำ คำแนะนำพวกนี้อยู่บนเว็บไซต์รัฐมาหลายปีแล้ว และไม่เคยมีใครแห่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพราะมันเลย

ข้อสอง จุดประสงค์ของการออกประกาศแบบนี้คือ ลดภาระหน่วยกู้ภัยในช่วงแรกของวิกฤต คนที่ดูแลตัวเองได้ก็ดูแลตัวเองไป เจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาไปช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ อย่างผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย

ข้อสาม การแห่กันออกไปซื้อของ คือสิ่งที่แคมเปญเค้าพยายามป้องกันตั้งแต่แรก
ลองนึกภาพนะคะ เมื่อทุกคนกวาดของไปตุนพร้อมๆ กัน คนที่เดือดร้อนจริงคือคนที่ซื้อไม่ทัน
ถ้าวัดตามเกณฑ์ของอังกฤษ บ้านคนไทยหลายบ้านที่มีน้ำดื่มแพ็กกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในตู้ ก็ผ่านเกณฑ์อยู่ได้เองสามวันไปนานแล้ว โดยไม่ต้องมีใครสั่ง
---
ถ้าถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นข่าวสงครามไปได้
คำตอบส่วนหนึ่งคือจังหวะที่บังเอิญค่ะ
Be Ready เป็นแคมเปญของอังกฤษที่ถูกเลื่อนมาหลายรอบ สุดท้ายเผยแพร่แบบเงียบๆ ในบ่ายวันที่ 22 ตุลาคม
แต่ก่อนหน้านั้นในเช้าวันเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมของอังกฤษเองไปเปิดโรงงานผลิตลำกล้องปืนรถถังของ Rheinmetall แล้วถูกนักข่าวถามเรื่องนี้
ข่าวแรกที่ออกไปจึงกลายเป็นภาพรัฐมนตรีกลาโหมยืนในโรงงานอาวุธ แล้วบอกให้ประชาชนตุนของ
คืนเดียวกันในรายการ Question Time ของ BBC เขาพูดว่าสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญภัยคุกคามมากกว่าช่วงส่วนใหญ่ในชีวิตของเขา หรืออาจจะตลอดชีวิตด้วยซ้ำ
อีกสามวันต่อมา เขาเขียนว่าอังกฤษมีเวลาราว 1,000 วันในการเตรียมความพร้อมทางทหาร ส่วนอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ David Miliband ก็ออกมาสนับสนุนคำแนะนำให้ตุนของ พร้อมประโยคว่า "เสียงกลองสงครามดังขึ้นเรื่อยๆ"
ภาพรัฐมนตรีกลาโหมยืนในโรงงานอาวุธ พร้อมกับประโยค "ภัยคุกคามมากที่สุดในชีวิต" ตัวเลข "1,000 วัน" กับคำว่า "กลองสงคราม" ถ้าตัดแค่สี่อย่างนี้มาเรียงกัน จะได้คลิปที่น่ากลัวมาก โดยไม่ต้องเติมอะไรเลย
ส่วนที่ถูกตัดทิ้งคือทุกอย่างที่เหลือ ทั้งเรื่องรายการของที่แนะนำ ซึ่งมีแค่น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ไฟฉาย กับพาวเวอร์แบงก์ รวมไปถึงเหตุผลเรื่องไฟป่า พายุ และเว็บล่ม ยังไม่นับประโยค "ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก" และข้อเท็จจริงที่ว่าฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์แนะนำแบบเดียวกันมาก่อนแล้ว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกค่ะ ตอนที่สวีเดนแจกคู่มือเมื่อปี 2024 แท็บลอยด์อังกฤษก็พาดหัวว่า "วันสิ้นโลกนิวเคลียร์" ทั้งๆ ที่คู่มือ 32 หน้าเล่มนั้น พูดถึงอาวุธนิวเคลียร์อยู่แค่ไม่กี่ประโยค ในหัวข้อการหาที่หลบภัย
ความกลัวได้ยอดแชร์ในโซเชียลมากกว่าคำแนะนำให้มีน้ำดื่มติดบ้านเสมอค่ะ
แต่อย่าลืมว่า ยอดแชร์ไม่ได้ทำให้ข้อมูลถูกต้องขึ้นหรอกนะคะ
---
แล้วเรื่องนี้ลามมาถึงไทยได้อย่างไร
ไล่ตามลำดับเวลาจะเห็นภาพชัดที่สุด
22 ตุลาคม อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready ขอให้ทุกบ้านเตรียมตัวให้อยู่ได้เอง 3 วัน
28 ตุลาคม สำนักข่าว Newsweek ลงบทความพร้อมแผนที่ "ประเทศที่เร่งให้ประชาชนตุนอาหาร" รวม 33 ประเทศ แผนที่นี้ไม่ได้มาจากรายงานของหน่วยงานไหน Newsweek ระบุว่ารวบรวมขึ้นเองจากคำแนะนำของรัฐบาลแต่ละประเทศ และท้ายบทความยังระบุด้วยว่า "ใช้ผู้ช่วย AI ของสำนักข่าว" ช่วยผลิตเรื่องนี้
สิ่งที่ถูกนับรวมเป็น 33 ประเทศ มีทั้งเว็บไซต์เตรียมรับภัยพิบัติของรัฐบาลสหรัฐฯ คำแนะนำให้คนในพื้นที่เสี่ยงพายุไซโคลนของออสเตรเลียตะวันตกเตรียมชุดฉุกเฉิน และคำแนะนำของอินเดียที่ไม่ได้กำหนดจำนวนวันด้วยซ้ำ หลายรายการเป็นคำแนะนำมาตรฐานที่มีมาหลายปีแล้ว แต่พอไปอยู่บนแผนที่ใบเดียวกับคู่มือสงครามของสวีเดน ทั้งหมดก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน
29 ตุลาคม สื่อไทยบางสำนักรายงานว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นให้พอสำหรับ 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ซึ่งข่าวนี้ไม่จริง สมช. ออกคำชี้แจงผ่านสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมในวันเดียวกันนั้นเลยว่าไม่ได้ออกประกาศแจ้งเตือน หรือขอให้ประชาชนกักตุนสิ่งของจำเป็นแต่อย่างใด และขอให้สื่อช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก

แต่ไม่ทันแล้ว เพราะมีนักข่าวไทยจ่อไมค์ถามนายกรัฐมนตรีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องที่ว่า มี "หลายประเทศทั่วโลก" แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 72 ชั่วโมง โดยนักข่าวเองก็ไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน ประกาศเมื่อไร หรือเพราะอะไร

คำตอบของนายกฯ คือยังไม่ทราบเรื่องนี้ พอถูกถามย้ำว่าประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกใช่ไหม ก็ตอบว่า "เราควรตระหนักตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ตระหนก" ซึ่งเอาจริงๆ ก็เป็นคำตอบที่ถูกต้อง
แต่การที่คำถามนี้ไปถึงนายกฯ ได้ ก็ทำให้เรื่องดูใหญ่กว่าความเป็นจริงไปแล้ว

30 ถึง 31 ตุลาคม บรรดาเว็บไวรัลต่างประเทศหยิบแผนที่ของ Newsweek ไปเล่าต่อ พาดหัวว่า "คำเตือนทั่วโลกกำลังเข้มข้นขึ้น" และ "รายชื่อประเทศเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์นี้" แล้ววางคู่กับคำพูดของอดีตรองผู้อำนวยการ FBI ที่บอกให้คนอเมริกันตุนของ กับข่าวแผนของกองทัพสหรัฐฯ ที่จะให้ฐานทัพอยู่ได้ 90 วันโดยไม่ต้องพึ่งระบบของพลเรือน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแผนสำหรับฐานทัพ ไม่ใช่คำสั่งถึงประชาชน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแหละ สำนักข่าวไทยก็เอาตัวเลข "33 ประเทศเตือนตุนเสบียง" ไปพาดหัวต่อ
เลขาธิการ สมช. ให้สัมภาษณ์ว่าการเตรียมความพร้อมไม่ได้หมายความว่ากำลังเกิดวิกฤต แต่ข่าวพาดหัวที่ออกมากลับเป็น "เตรียมตัวพร้อมอพยพหากมีสงคราม" ถึงตรงนี้เรื่องกลายพันธุ์ไปอีกขั้นแล้ว จากแคมเปญรับมือพายุและระบบล่มของอังกฤษ กลายเป็น "คำสั่งจากหน่วยงานความมั่นคงไทย" เพื่อรับ "สงครามตะวันออกกลาง"

ถ้าอ่านตามนุกมาจนครบทุกทอด จะเห็นว่าไม่มีทอดไหนที่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเข้ามาเลย
คำแนะนำเดิมของรัฐบาลแต่ละประเทศ → ถูกรวมเป็นแผนที่ → แผนที่ถูกใส่กรอบใหม่ให้ดูเหมือนภัยกำลังลาม → พาดหัวถูกแปลต่อ → แล้วถูกยกไปถามถึงทำเนียบรัฐบาล ระหว่างทางยังมีข่าวปลอมว่า สมช. สั่งตุนของโผล่ขึ้นมาอีก
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในแต่ละทอดคือน้ำเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คำแนะนำให้มีน้ำดื่มติดบ้านสามวัน ก็กลายเป็นข่าวที่ฟังเหมือนจะรบกันพรุ่งนี้
---
ถ้าถามว่า แล้วที่เวียนนาเป็นอย่างไร
ที่นี่ เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าว แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานบนเว็บไซต์ของรัฐซึ่งกระทรวงมหาดไทยของออสเตรียเป็นผู้ดูแลค่ะ ในนั้นแนะนำให้ทุกบ้านสำรองอาหารและน้ำสำหรับสมาชิกทุกคนไว้อย่างน้อย 10 ถึง 14 วัน น้ำคนละ 2.5 ลิตรต่อวัน
ทีนี้ ถ้าถามว่าทำไมออสเตรียแนะนำถึง 14 วัน ในขณะที่อังกฤษแนะนำแค่ 3 วัน คำตอบก็เพราะสิ่งที่คนที่นี่เตรียมรับมือเป็นหลักคือ Blackout หรือไฟดับวงกว้างที่ลามข้ามภูมิภาคหรือข้ามประเทศค่ะ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเตรียมรับวิกฤตของออสเตรียประเมินว่า หลังเหตุการณ์แบบนั้น ชีวิตจะเริ่มกลับเข้าที่ไม่เร็วไปกว่าสัปดาห์ที่สอง

ดังนั้น ตัวเลข 14 วันจึงมาจากการคำนวณ ไม่ได้มาจากความกลัว
ระบบเตือนภัยของที่นี่ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิตเหมือนกัน ถ้าอยู่นอกเวียนนา ทุกเที่ยงวันเสาร์จะได้ยินเสียงไซเรนทดสอบดัง 15 วินาที แค่เพื่อเช็กว่าเครื่องยังทำงาน
ส่วนในเวียนนาจะไม่มีการทดสอบทุกสัปดาห์ เพราะหน่วยกู้ภัยในเมืองมีคนประจำตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ไซเรนเรียกพนักงานดับเพลิงแบบต่างจังหวัด คนเวียนนาจึงได้ยินไซเรนแค่ปีละครั้ง คือ วันเสาร์แรกของเดือนตุลาคม ในวันนั้นไซเรนราว 8,300 ตัวจะดังพร้อมกันทั้งประเทศ พร้อมข้อความทดสอบเด้งขึ้นบนมือถือ
ปีนี้เพิ่งทดสอบไปเมื่อ 3 ตุลาคมนี่เอง และไม่มีใครแห่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพราะไซเรนดังหรอกค่ะ
---
ยังมีอีกเรื่องที่นุกอยากเล่าในฐานะเภสัชกรค่ะ
ร้านขายยาในออสเตรียแจกยาเม็ดโพแทสเซียมไอโอไดด์ฟรี ให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ และแม่ที่ให้นมบุตร ให้เก็บไว้ที่บ้านเผื่อเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ใกล้ชายแดน ส่วนคนอายุ 18 ถึง 40 ปี ซื้อได้ในราคาไม่แพง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวยา คือกฎที่มาพร้อมกับมันนะคะ
โพแทสเซียมไอโอไดด์นั้น ห้ามกินเองจนกว่าทางการจะประกาศ และไม่แนะนำให้คนอายุเกิน 40 ปีกินเลยค่ะ
ในบรรดาของสำรองทั้งหมด สิ่งที่นุกอยากขีดเส้นใต้จริงๆ สำหรับทุกคน นั่นคือยาประจำตัว ซึ่งที่นี่ก็แนะนำให้มีติดบ้านไว้ 10 ถึง 14 วันเช่นกัน
---
"การเตรียมพร้อม" กับ "การตื่นตระหนก" เป็นคนละเรื่องกัน และจริงๆ แล้วอยู่ตรงข้ามกันด้วยซ้ำ
คนที่เตรียมของไว้แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรต้องลนลานไปซูเปอร์มาร์เก็ต
ก่อนกดแชร์ข่าวถัดไป ลองถามตัวเองสักนิดค่ะ ว่าข่าวนั้นบอกให้เรา "เตรียมตัว" หรือแค่บอกให้เรา "กลัว"
เช็กก่อนแชร์นะคะ โพสต์นี้มีเอกสารอ้างอิงทั้งหมดในคอมเมนต์ปักหมุดค่ะ"



อ่านจบหายตื่นตระหนก! เจาะลึกต้นตอข่าวเตือนตุนเสบียง


เครดิตแหล่งข้อมูล :
FB วนเวียนนา - Von Wien


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์